ชาวบ้านไม่กลัวไวรัสโคโรน่าแต่ไม่อยากอดตายมากกว่า

นายแพทย์อ๋อง  บอกเล่าเรื่องราวของชาวบ้านไม่กลัวไวรัสโคโรน่าแต่ไม่อยากอดตายมากกว่า 

             มีนายแพทย์คนหนึ่งชื่อว่านายแพทย์อ๋องได้มีการบอกเล่าเรื่องราวหลังจากที่นายแพทย์คนดังกล่าวได้มีการลงพื้นที่ไปเยี่ยมเยียนประชาชนที่บ้านเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของโรคไวรัสโคโรน่า ซึ่งหลังจากที่นายแพทย์ออกได้มีการลงพื้นที่ก็ได้พบว่าประชาชนในหมู่บ้านปางก็ได้รับความเดือดร้อนกันมากซึ่งแต่ละหมู่บ้านนั้นก็ได้มีการลงทะเบียนขอรับเงินเยียวยา 5,000 บาทแต่หลังจากที่นายแพทย์อ๋อง ได้มีการลงพื้นที่หน้าบ้านก็ให้ข้อมูลกับนายแพทย์อ๋อง 

บ้านหลังไหนได้รับเงินเยียวยาบ้างและบ้านหลังไหนที่ไม่ได้รับเงินเยียวยาเราบ้างซึ่งจากการที่นายแพทย์ของไปเยี่ยมเยียนบ้านประชาชนมาแล้วร้อยกว่าหลังคาเรือนพบว่ามีแค่ 5 หลังคาเรือนเท่านั้นที่ได้รับเงินเยียวยาแล้วซึ่งบุคคลที่รับเงินเยียวยานี้เป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในอำเภอเมืองแต่ในขณะเดียวกันชาวบ้านที่อยู่นอกอำเภอเมืองอยู่ตามชนบทต่างๆ

พวกเขากลับไม่ได้รับเงินเยียวยาดังกล่าวเลยซึ่งข้อมูลตรงนี้นายแพทย์อ๋องได้มีการมาบอกเล่าข้อมูลผ่านทาง facebook ส่วนตัวของตนเองเมื่อวันที่ 17 เมษายนปีพศ. 2563 ซึ่งนายแพทย์คนดังกล่าวเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดพิษณุโลกเขาอยู่พรรคของผักก้าวก่ายโดยเวลาประมาณ 22:00 น.

เขาได้มีการ Like Facebook ส่วนตัวของเขาพูดถึงเรื่องของการที่เขาลงไปเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ในความดูแลของเขาโดยเขาบอกว่าตั้งแต่ลงไปเยี่ยมประชาชนไปพูดคุยกับชาวบ้านเขาก็รู้สึกว่าเขานอนไม่ค่อยหลับเนื่องจากว่าหลังจากที่เขาได้เอาถุงยังชีพไปแจกให้กับชาวบ้านตามพื้นที่ห่างไกลแล้วเขาได้มีการพูดคุยกับชาวบ้าน

ซึ่งชาวบ้านแต่ละคนก็ต่างก็บอกว่าตอนนี้ทุกคนไม่มีใครกลัวแล้วเรื่องของไวรัสโคโรนาเพราะตอนนี้ทุกคนกลัวเรื่องของไม่มีเงินกินมากกว่าเพราะทุกคนต่างก็ได้รับผลกระทบเนื่องจากว่ามีการปิดตลาดปิดร้านค้าปิดสถานที่ทำงานมานานแล้วเป็นเดือนดังนั้นตอนนี้คนที่ทำงานหาเช้ากินค่ำลูกจ้างร้านอาหารหรือแม้แต่พวกร้านทำผมต่างก็ได้รับผลกระทบกันหมดเลยขนาดร้านทำผมแถวบ้านก็ยังไม่สามารถเปิดร้านได้ทุกคนไม่ได้มีเงินเก็บกันมากนักทำงานเป็นวันต่อวันในการหากิน

ดังนั้นเพราะวันนี้ไม่มีเงินไม่มีงานวันรุ่งขึ้นก็ไม่มีอะไรกินแล้วที่สำคัญหลังจากที่มีการลงพื้นที่ไปแจกถุงยังชีพให้กับชาวบ้านซึ่งมีการเดินจากไปกว่า 100 หลังคาเรือนแล้วปรากฏว่าชาวบ้านแต่ละคนต่างก็บอกว่ายังไม่มีใครได้รับเงินเดือนเวลาเลยเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีโทรศัพท์มือถือที่จะเอาไปไว้ลงทะเบียนดังนั้นไม่สามารถที่จะไปไหว้วานให้ใครมาลงทะเบียนให้ได้

ซึ่งตอนนี้เท่าที่รู้มาตั้งแต่คุยกับชาวบ้านมาก็มีเพียงแค่ 5 คนเท่านั้นที่ไปลงทะเบียนแล้วก็ได้เงินมาช่วยเหลือแต่คนอื่นๆนั้นเป็นพวกตาสีตาสาซึ่งไม่มีโทรศัพท์มือถือที่จะรองรับอินเทอร์เน็ตเลยดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้รับเงินเยียวยาดังกล่าว